กฏเหล็ก 5 ประการ อ่านก่อนเทรดคริปโต อยากรอดต้องรู้!

เอาล่ะ ก่อนจะเริ่มการเทรด เรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญมากๆ ในการที่จะเทรดคริปโต เรียกว่าไม่บอกไม่ได้เลยล่ะครับ  เชื่อว่าหลายคนที่อ่านมาตั้งแต่แรก จนหลังจากเข้าสู่ EP.2 มันจะเข้มข้นขึ้นจนหยุดอ่านไม่ได้เลยใช่ไหมล่ะ! สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านเลย อยากให้เริ่มอ่านตั้งแต่ EP.1 แล้วจะเข้าใจทุกคำศัพท์ที่พูดคุยกัน! >> ลิงค์อ่าน EP.1

กฏข้อที่ 1 ราคามาก่อนข่าวเสมอ!

วิธีการเข้าใจกฏนี้ คือการหมั่นติดตามข่าวสารบ้าง อาจจะไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ แต่ก็คอยติดตามข่าว มีกลุ่ม Community ต่างๆ เพื่อทำให้ทันโลก และคอยปรับตัวและเตรียมตัวที่จะเทรดตลอดเวลา 

ซึ่งนักเทรดจะวิเคราะห์ราคาก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการอยู่วงนอก หรือคลุกวงใน จะส่งผลต่อราคาเหรียญก่อน เช่น

ตัวอย่าง : ข่าวการประชุมของ Fed  เกี่ยวกับการ เพิ่ม ลด QE ในสหรัฐอเมริกา (สมมุติว่าประชุมวันพรุ่งนี้)

Fed คือ ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจอย่างหนึ่งของโลก และสกุลเงินดอลล่าห์เองก็มีผลกับหลายธุรกิจในโลกใบนี้ เช่น หากเงินดอลล่าห์เฟ้อ ย่อมส่งผลกับเศรษฐกิจในอเมริกา การประชุมจึงมีการจัดขึ้นเพื่อตัดสินใจในลดปริมาณซื้อคืนพันธบัตรรายเดือนตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ เป็นต้น

แต่การลด หรือ เพิ่ม QE ยังไม่ได้มีการประชุมสรุปผลอย่างแน่ชัด แต่แน่นอน หากบรรดาเหล่าสถาบันวิเคราะห์แล้วว่าจะกระทบไปทางด้าน บวก หรือด้านลบ มีโอกาสเกิดได้แบบไหนบ้าง

ซึ่งการวิเคราะห์ดังกล่าวจะสะท้อนราคาเหรียญทันที เช่น หากแนวโน้มนั้นไม่ดี อาจจะเกิดการขายเหรียญรอไว้แล้ว เพื่อปั่นให้นักเทรดเกิดอาการ FOMO (Fear of missing) ในการแห่กันเทขายขาดทุนเหรียญต่างๆ ตาม และหากผลการประชุมนั้นส่งผลดีต่อเหรียญ เจ้าก็จะซื้อเหรียญคืนในราคาที่ถูก และตอนนั้นเหล่านักเทรดที่ขายขาดทุน ก็จะเกิดอาการเสียดายและซื้อเหรียญตามเจ้า ทำให้เจ้าได้กำไร! 

แน่นอน เมื่อเห็นกลไกของมันแล้ว นักวิเคราะห์แนวเทคนิคต่างๆ จึงเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นสะท้อนออกมาจากราคาหมดแล้ว ก่อนที่ข่าวจริง (คือสิ่งที่มองไม่เห็น) จะมาด้วยซ้ำ

วิธีแก้ก็คือ เราต้องมีการวางแผนการเทรดอย่างมีวินัย ไม่ออกนอกแผน และหมั่นติดตามข่าวสารไว้อยู่เสมอ

กฏข้อที่ 2 อย่าสวนเทรนด์!

การเคลื่อนไหวของราคานั้นมีแนวโน้มเป็นอย่างไร และจะมีแนวโน้มแบบนั้น ไปอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งหากเราไม่มีความรู้หรือเป็นมือใหม่ เราอาจจะไม่รู้ว่า มันจะเปลี่ยนเทรนด์จริงๆเมื่อไหร่ ซึ่งสิ่งเดียวที่ไม่ควรทำหากเรายังเป็นมือใหม่ ยังอ่านกราฟไม่ออก คือการเล่นสวนเทรนด์เป็นอันขาด

การเล่นสวนเทรนด์เป็นอย่างไร?

สมมุติว่า ราคาเหรียญ 1 เหรียญ = 100 บาท

โดยราคาขึ้นมาจาก 1 เหรียญ = 50 บาท เท่ากับว่าขึ้นมาแล้ว 50% หรือคิดเป็น 2 เท่าจากราคาเดิม และทำราคาสูงที่สุดในประวัติการ เป็นเทรนด์ขาขึ้นอย่างชัดเจน 

แต่ราคาดังกล่าว เกิดมีการนิ่งอยู่แถว 95 – 99 บาท เหล่านักเทรดมือใหม่ มัก คิดเองว่า น่าจะจบขาขึ้นแล้ว โดยที่ไม่ได้ทำการวิเคราะห์กราฟ ทำให้เล่นสวนเทรนด์ โดยการเข้าซื้อสัญญาณขาย (Short) บริเวณ 95 บาท เพราะคิดว่ามันจะลงแน่ๆ สุดท้ายแล้ว เหรียญยังคงขึ้นตามเทรนด์ ทำให้นักเทรดขาดทุนนั่นเอง

หรืออีกกรณีหนึ่ง คือเข้าซื้อด้วยความ FOMO (Fear of missing) เมื่อราคาขึ้นมาสูงมากแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะสูงไปอีกเท่าไหร่ จึงกลัวว่าจะตกรถ (ซื้อไม่ทันราคาขึ้นต่อ) แล้วพอราคาโดนทุบ ก็ทำให้ติดดอยอยู่ ขายออกก็จะขาดทุน เป็นต้น

ซึ่งวิธีแก้นั้น ต้องแก้ด้วยการศึกษาเทคนิคเทรดคริปโตและอ่านกราฟเพื่อคาดคะเนสัญญาณต่างๆ และต้องมีแผนการเทรดที่เล่นตามเทรนด์

กฏข้อที่ 3 อย่าเทรดเกินตัว!

การเทรดคริปโตนั้นมีได้หลากหลายรูปแบบ รวมถึงมีอะไรให้ทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเทรดแบบเก็บออม การเทรดแบบสัญญาณซื้อขายล่วงหน้า การวาง Margin เพื่อยืมเทรด หรือการนำเหรียญไปสร้างประโยชน์ให้งอกเงย ซึ่งทุกแบบนักเทรดสามารถเลือกได้ว่าถนัดหรือชอบแบบไหน แต่ไม่ว่าจะเทรดแบบไหน สิ่งที่ต้องสร้างให้เป็นนิสัย คือการ Money Management ไม่ว่าจะเป็นการเทรดแบบซื้อขายเหรียญ (Spot) หรือการเทรดแบบซื้อสัญญาซื้อขาย (Future) หากเราไม่มีการทำ Money Management ล่ะก็ โอกาสที่เราจะขาดทุนและเครียดก็จะมีมากตามไปด้วยเลย

  • ข้อแรก นักเทรดต้องรู้จักคำนวนเงินก่อนเทรด

เช่น หากเรามีเงินเดือน 15,000 บาท ต้องทำการแบ่ง เงินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน 1 กอง เงินฉุกเฉิน 1 กอง เงินจ่ายค่าบ้าน ค่ารถ หนี้สิน 1 กอง แบ่งจนครบทุกๆ กอง แล้วจึงนำเงินเก็บ ที่คิดว่าฝากได้ ไปฝากธนาคาร หรือเงินที่เย็นจริงๆ เข้าซื้อเหรียญเพื่อเก็บออมเงิน เป็นต้น 

  • ข้อสอง เทรดฟิวเจอร์ต้องเป็นเงินเสียได้ 

การเทรดแบบซื้อขายสัญญาซื้อขาย (Future) นั้นจะต้องใช้เงินที่เป็นเงินเย็น และเป็นเงินที่พร้อมเสียได้ ในกรณีที่ไม่ตรงตามที่วิเคราะห์มา โดยวิธีการที่ดี คือการนำกำไรจากการเทรดแบบ Spot แบ่งมาเป็น % ที่ยอมเสียได้ มาเทรดใน Future ซึ่งหากเราเสียไป ก็ไม่เสียดาย แต่หากได้กำไร ก็ถือว่าได้เพิ่ม ไม่แนะนำ ให้ลงทุนกับฟิวเจอร์โดยเทรดด้วยเงินทั้งหมด เพราะโอกาสที่จะหมดตัวนั้น ค่อนข้างสูงมากๆเลย

  • ข้อสาม บริหารความเสี่ยงเสมอ (Risk Management)

การบริหารความเสี่ยง จะทำให้การวางแผนการเทรดของเรา นั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยวิธีที่นิยม คือการใช้ กฏ 2% โดยกฏ 2% คือการวางแผนเงินทุน และอัตราขาดทุนของเรา ไม่ให้เกิน 2% เช่น หากเราต้องการลงทุน 10000 บาท เราต้องเผื่อไว้เลยว่าไม่ให้ขาดทุนต่ำกว่า 2% และหากมีแนวโน้มว่าจะขาดทุน ก็จะยอมเสียเงินส่วนนั้น (200 บาท) ได้

ซึ่งถ้าหากเราไม่ทำ Money Management ล่ะก็ โอกาสที่เราจะเกิดการ FOMO และลงทุนเกินตัว มีโอกาสเกิดขึ้นค่อนข้างสูงเลย และสุดท้ายก็มักจบด้วยการ ทำให้ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เงินขาดทุนหมดทั้งเนื้อทั้งตัวนั่นเอง!

 

กฏข้อที่ 4 อย่าลืมตั้ง Stop Loss

Stop Loss เป็นเรื่องเดียวจากเรื่องของ Money Management แต่การขยายความ Stop Loss นั้นมักจะเกิดขึ้นจากนักเทรด ที่ไม่วางแผนก่อนเทรด

และเข้าไปเทรดในตลาดด้วยเงินที่ไม่มีแผน ทำให้เมื่อมีแนวโน้มว่าจะ ขาดทุน จะแก้ปัญหาด้วยการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ ไม่ว่าจะเป็น การซื้อถัวเพิ่ม หรือ การเพิ่มเงินในพอร์ตให้ใหญ่ขึ้น และเมื่อตลาดแสดงความโหดออกมา ทำให้หมดตัวทั้งหมดนั่นเอง

ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดจาก สามสิ่ง นั่นคือ จิตวิทยาการเกิดอาการ FOMO , การไม่วางแผนการเทรด (Money Management) ทำให้เงินที่ใช้เทรด ไม่ใช่เงินที่พร้อมเสียได้ เวลาเสียก็เสียปริมาณมาก แทนที่จะเสียน้อยๆ หรือเรียกว่า เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย

ซึ่งการตั้ง Stop Loss นั้นจะเป็นเรื่องที่นักเทรดมือใหม่มองข้ามมากๆ เพราะกลัวว่าจะเสียเงิน(ในปริมาณน้อย) แต่การตั้ง Stop Loss นั้นจะช่วยในการที่เรามีแนวโน้มว่าขาดทุน แต่เรายอมขาดทุนเล็กน้อย เพื่อไปกินคำใหญ่

ดังนั้น Stop Loss จึงต้องทำควบคู่กับไปแผนการเทรด Money และ Risk Management เพื่อพลิกวิกฤติต่างๆ ให้เป็นโอกาส และไม่ทำให้ขาดทุนจนหมดตัว

กฏข้อที่ 5 ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอยเดิมเสมอ

เวลานักเทรดต้องทำความเข้าใจเรื่องการวิเคราะห์ราคาผ่านกราฟ มักจะอ้างอิงโดยสถิติเสมอ การใช้ทฤษฏีต่างๆ มาจับตามองและคาดคะเนราคาในอนาคต จึงทำให้สะท้อนพฤติกรรมของนักเทรด ในอดีต และในปัจจุบันเสมอ 

ซึ่งการทำนายราคาในอนาคต จึงสามารถใช้พฤติกรรมที่เป็นความเคยชิน ของนักเทรดในอดีต มาวิเคราะห์ร่วมกับปัจจุบันได้ เช่น การใช้ ทฤษฏี Elliott wave (อีเลียต เวฟ) ที่จะเล่นกับพฤติกรรมและอารมณ์ของนักเทรดเป็นหลัก โดย อีเลียต เวฟ จะสามารถวิเคราะห์สถิติเก่าๆได้ เช่น การทำราคาสูงสุดของครั้งก่อนอยู่ในเวฟที่เท่าไหร่ และราคาจะทำราคาสูงสุดในเวฟใหม่ครั้งนี้ในราคาที่ประมาณเท่าไหร่ 

ซึ่งหลายครั้ง การทำนายกราฟด้วยอีเลียตเวฟ มีความแม่นยำถึงขนาดเอากราฟ ในปัจจุบัน ไปทาบกับในอดีต เรียกว่า มีรูปแบบ (Price Pattern) แทบจะเหมือนกันจนน่าขนลุกเลยแหละ!

สรุป!!

ต้องบอกก่อนเลยว่า ถึงจะยังไม่รู้เกี่ยวกับทฤษฏีต่างๆ อย่างชัดเจน แต่กฏทั้ง 5 ข้อนี้ ก็เป็นหนึ่งในเทคนิคการเทรดคริปโต ที่สำคัญและใช้ได้จริงๆ อย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อเราเชื่อมโยงกับบทความที่แล้ว จะพบว่า มีความสัมพันธ์ร่วมกันอยู่ไม่น้อยเลย  

และแอดเองก็มีประสบการณ์ตรง จากการที่ลอง แหกกฏทั้ง 5 ข้อนี้ ก็พบว่าทำให้มันเกิดหายนะได้จริงๆ!! เพราะฉะนั้น อ่านให้เข้าใจก่อนเทรด และสร้างแผนอย่างมีวินัย! กำไรถึงจะตามมา

 

สมัครเทรดคริปโตกับ Binance >> ลิงค์สมัคร

 – Non Financial Advice – 

Partner

Gagangtech.com

บล๊อกคอมพิวเตอร์และไอที

Page : gagangtech

เพจคอมพิวเตอร์และไอที

gagangtech CH

ช่องคอมพิวเตอร์และไอที

gagangshop.com

ร้านคอมพิวเตอร์และไอที

Facebook Comments Box