จิตวิทยาการเทรดคืออะไร? ทำไมต้องรู้ก่อนการเทรด?

บ่อยครั้ง ที่เราไม่เข้าใจตัวเอง ว่าสรุปเราเป็นอะไรกันแน่? หากคุณมีอาการเหล่านี้ โปรดรับรู้ไว้เลย ว่าคุณต้องเข้าใจเกี่ยกวับ จิตวิทยาการเทรดให้มากขึ้น หากเข้าใจเรื่องนี้ ก็จะเข้าใจตัวเอง และไม่เกิดอาการดังกล่าวได้

ซึ่งอาการดังกล่าว คืออาการเช่น รู้สึกหดหู่ รู้สึกต้องรีบทำอะไรให้ทัน รู้สึกรอไม่ได้ ช้าไม่ได้ รู้สึกว่าตกรถ รู้สึกผิดหวัง  รู้สึกว่าตัดสินใจไม่ได้ ซึ่งอาการเหล่านี้ เป็นบ่อเกิดที่จะนำพาให้เกิดอาการเสียสติ และเทรดอย่างมั่วซั่ว จนทำให้ขาดทุนเสียหายได้

วันนี้ GangTrading เดินทางมาถึงเรื่องสุดท้ายใน EP.2  แล้ว จึงขอปิด EP.2 ด้วยเรื่องนี้โดยเฉพาะเลย ถ้าพร้อมแล้ว เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ

อาการ FOMO ในทางจิตวิทยา คืออะไร?

FOMO (Fear Of Missing Out) เป็นอาการวิตกกังวลจากสิ่งที่ไม่ปรารถนา โดยมักจะรุนแรงขึ้นจากสื่อสังคมออนไลน์ที่ผู้อื่นกำลังมีประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจมากกว่าคุณ หรือ เป็นแรงกดดันทางสังคมซึ่งเป็นผลมาจากการที่คุณสำนึกได้ว่าคุณน่าจะพลาดหรือถูกกีดกันออกจากประสบการณ์ร่วมที่เป็นบวกหรือน่าพึงพอใจ

ซึ่ง FOMO สามารถใช้ได้กับทุกๆสิ่งในโลกใบนี้เลยทีเดียว ตราบใดที่มันยังคงผูกอยู่กับความรู้สึกและจิตใจของคุณ

FOMO เป็นความรู้สึกที่จำกัดความว่าดีหรือแย่ แต่เป็นความรู้สึกที่ส่งความจูงใจให้ทำบางสิ่งหรือคิดบางอย่าง เช่น 

อีกไม่กี่วัน จะเป็นเทศกาล 11.11 ซึ่งเป็นช่วงลดกระหน่ำเซลล์ของร้านค้าต่างๆ และในแอปพลิเคชั่นจะมีการแย่งชิงกันเก็บโค้ด เพื่อนๆคุณรอที่จะเก็บโค้ดนี้อยู่ คุณเองก็ไม่ต้องการที่จะพลาดโอกาสนี้ไป ซึ่งนี่ก็คืออาการ FOMO อย่างหนึ่ง

แต่มันก็อาจจะไม่ได้เลวร้ายมากหากคุณไม่ได้เสียหายอะไรมากมายนัก ถ้าแค่พลาดโค้ด..

แล้วทำไมเราต้องกังวลกับอาการ FOMO ด้วย? ลองอ่านบทต่อไปได้เลย

อาการ FOMO ในโลกคริปโต คือของเล่นของวาฬ

เพราะอาการ FOMO ของมวลมนุษย์ในโลกคริปโต ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ยกตัวอย่างเช่น

มีเหรียญ A เปิดตัวออกมา ในราคาที่ถูกมาก แต่มีเจ้ามือ(วาฬ) ซื้อเหรียญนั้นด้วยมูลค่าสูงจำนวนมาก ทำให้เหรียญ A พุ่งขึ้นจากราคาเปิดตัว 100% 

เมื่อมีผู้คนเห็นพฤติกรรมดังกล่าว จึงแห่กันเข้าซื้อเหรียญนั้นเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นจำนวนเงินไม่เยอะ แต่เข้าซื้อกันหลายแสนล้านคน ก็ทำให้ราคานั้นพุ่งกระฉุดต่อได้อีกอย่างรวดเร็ว

แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหน?

ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า มักจะมีคนที่ซื้อไม่ทันในราคาถูกนั่นเอง เมื่อเหรียญ A ราคาพุ่งไปอีก 400% ซึ่งถือว่าสูงแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเหรียญดังกล่าวจะสูงไปถึงอีกเมื่อไหร่ คนที่ซื้อไม่ทัน มักจะมีอาการ FOMO ว่าราคานั้นสูงขึ้นได้อีก กลัวซื้อไม่ทันในราคานี้แล้ว หรือเป็นที่มาของคำว่า กลัวตกรถนั่นเอง จึงทำให้ คนกลุ่มเหล่านี้ เติมเงินเข้าไปซื้อเพิ่มต่ออย่างหน้ามืดตามัว สุดท้ายแล้ว เมื่อ เจ้า(วาฬ) ได้ราคาตามเป้าหมาย ก็ทำการขายเหรียญอย่างหนัก ในราคาที่สูงและค่อยๆเทลงต่ำเรื่อยๆ หรือบางครั้งขายในราคาต่ำทิ้งดิ่งเลยทีเดียว ทอดทิ้งให้คนที่ FOMO หนาวเหน็บอยู่ในราคาสูง  จึงเป็นที่มาขอบคำว่า ติดดอยนั่นเอง

นักเทรดต้องมีสติ เทรดตามแผน อย่าไป FOBO ซื้อไล่ราคาโดยเด็ดขาด

ตกรถก็แค่รอใหม่ พลาดก็แค่หาจังหวะใหม่เท่านั้นเองครับ

อาการ FOBO อีกอาการที่เชื่อว่าทุกคนเคยเป็น

FOBO (Fear of Better Options) ในทางจิตวิทยา กล่าวว่า เป็นแรงกระตุ้นในการเล่นตัวเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ซึ่งมักจะขับเคลื่อนด้วยความวิตกกังวลเช่นกัน ซึ่งผู้ที่เป็นมักจะมีความคิดว่า อาจจะมีทางเลือกหรือตัวเลือกที่ตนปรารถนามากกว่ารออยู่

หรือ ภาวะที่บังคับให้รักษามูลค่าเผื่อใช้ ซึ่งทำให้การตัดสินใจล่าช้าหรือเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ซึ่ง FOBO ไม่ใช่สิ่งที่ตรงข้ามกันกับ FOMO สักเท่าไหร่ แต่เป็นอาการอีกหนึ่งอาการที่สามารถเกิดก่อน พร้อม หรือหลังจาก FOMO แล้วก็ได้

FOBO เทียบให้เห็นภาพ ก็เหมือนกับการใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล ทำให้ตัดสินใจไม่ได้ และทำให้เกิดดั่งสุภาษิต หวังน้ำบ่อหน้านั่นเอง

อาการ FOBO กับการเทรดคริปโต

FOBO ก็เลวร้ายไม่แพ้ FOMO เลยทีเดียว เช่น หากเราได้กำไรแล้ว แต่ “ความเชื่อ” เรามันบอกว่า ราคาจะสูงขึ้นอีก ตรงนี้ทำให้เราเลือกที่จะไม่ขาย และคาดหวังต่อไป จนเมื่อราคาถึงจุดที่โดนทุบดิ่ง ทำให้ กำไรที่เราได้ กลายเป็นขาดทุนทันที ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “กำไรทิพย์” นั่นเอง

ซึ่งอาการ FOBO ก็อยู่ในช่วงที่จิตเราวิตกกังวลว่า จะขายหรือไม่ ขายตอนนี้จะได้แค่นี้ หรือถ้าขายในอนาคตจะได้มากกว่านี้ ซึ่งบางทีมันก็ไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป และอาการน่ากลัวของ FOBO คือเมื่อไหร่ ขายไม่ทันแล้ว มันจะก่อให้เกิดอาการ Panic Sell ขึ้นมาซ้ำเติมเราอีก

ซึ่งวิธีการแก้อาการ FOBO ก็คือ ต้องเทรดตามแผนเท่านั้น อย่าออกนอกแผน กำไรเท่าไหร่ก็ถือว่ากำไร รักษาทุนไว้ให้ได้คือสิ่งที่ดีที่สุด

อาการ Panic Sell น่ากลัวกว่าที่คิด

หลังจาก โดนอาการ FOBO เล่นงาน ทำให้ขายไม่ทันแล้ว ราคานั้นทิ้งดิ่งกว่าเดิม ติดลบ 20 – 30 เท่า ยิ่งทำให้เกิดอาการ Panic Sell ซ้ำเติมมาอีก อาการ Panic Sell คืออาการที่กลัวขาดทุน จนไร้สติ เพราะเห็นคนอื่นแห่กันขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่รู้ว่า เราไม่ได้กำไรที่ “คิด(เอง)ว่าควรจะได้” ยิ่งทำให้เกิดความเจ็บช้ำน้ำใจ และขายทิ้งเหมือนผิดหวัง เป็นต้น ซึ่งการขายทิ้งนั้น แทนที่เราจะได้กำไร ก็กลายเป็นขาดทุนนั่นเอง

ซึ่งอาการ Panic Sell นั้น จะอันตรายมากเพิ่มเป็นสิบๆ เท่า เมื่อเราอยู่ในตลาด Future ที่พอร์ตเราใกล้แตกและเมื่อคิดว่าทุนเราสามารถหายได้วับ ภายในพริบตา!

สรุป

ทุกอาการนั้น แก้ได้ด้วยการที่เราต้องมีแผนการเทรด วิเคราะห์กราฟให้แม่นยำ ทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงพื้นฐาน และมีการรู้จักทำ Risk & Money Management เสมอ อย่าเทรดด้วยอารมณ์ เพราะอารมณ์นั้นจะเล่นกับจิตวิทยาของเราและจะทำให้เราไขว้เขวได้เสมอ

Facebook Comments Box