เจาะลึก! เทคโนโลยี Blockchain คืออะไร?  เราจะใช้มันทำงานได้อย่างไรบ้าง!

แอดเชื่อว่า พูดถึงบิทคอยน์ก็แล้ว พูดถึง Cryptocurrency (คริปโตเคอเรนซี่) ก็แล้ว จะไม่ให้พูดถึง เทคโนโลยี Blockchain (บล๊อกเชน) ต่อได้อย่างไร โดยต้องบอกว่าเจ้า เทคโนโลยี Blockchain คือพระเอกในงานนี้เลยแหละ ที่เหล่าเทรดเดอร์มือใหม่ทุกคนต้องรู้จักว่า เทคโนโลยี Blockchain คืออะไร เพราะถ้าคุณเข้าใจล่ะก็ จะรู้ว่ามันมีประโยชน์ต่อผลกำไรเรามาก!

เลือกเรื่องที่ต้องการจะอ่านก่อนหลังได้เลย

สารบัญ EP.1

1

5 เรื่องราวของ

บิทคอยน์ (Bitcoin) 

อ่าน
2

คริปโตเคอเรนซี่ (Crypto) คืออะไร

อ่าน
3

เจาะลึก! เทคโนโลยี Blockchain คืออะไร? 

อ่าน

1. เทคโนโลยี Blockchain คืออะไรขอเน้นๆ

เทคโนโลยี Blockchain คือ เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบ Distributed Ledger Technology (DLT) มีหลักการการทำงานด้วย อุปกรณ์เครือข่ายที่เรียกว่า Node หรือ Peer ซึ่งอุปกรณ์เครือข่ายดังกล่าว ไม่ใช่อะไรไกลตัว คือ คอมพิวเตอร์ หรือ อุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ของเรานั่นเอง

ซึ่งที่มาของคำว่า บล๊อกเชน เกิดจากการทำงานของมัน จะเป็นการเชื่อมต่อ ระหว่าง Block กับ Block เป็นลักษณะของ Chain (ห่วงโซ่) นั่นเอง

โดยทุกครั้งที่มีเชื่อมต่อระหว่าง Block แบบ Peer to Peer (อุปกรณ์ 1 กับ อุปกรณ์ 2) ข้อมูลที่รับส่งจะถูกแชร์อยู่ในเครือข่ายทั้งหมด จะไม่มีเครื่องแม่ข่ายหรือเครื่องศูนย์กลาง คอยควบคุมที่เราเรียกว่า เซิฟเวอร์กลาง นั่นเท่ากับว่า เครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่ ก็เปรียบเสมือนเป็นเครื่องแม่ข่าย – ลูกข่าย ในตัว มีสิทธิ์ทุกประการเท่าเทียมกันหมดนั่นเอง

โดยการทำงานของ Node หรือ Peer จะมีเพียงการทำหน้าที่จัดเก็บสำเนาข้อมูล และ ตรวจสอบความถูกต้องเท่านั้น โดยใน Blockchain จะประกอบไปด้วย Block ภายในจะบรรจุ Item และ Header ซึ่ง Header จะบอกข้อมูลเบื้องต้น ที่ทุกคนสามารถตรวจสอบได้

และทำงานเป็นห่วงโซ่ (Chain) ที่จะจดจำทุกๆการทำธุรกรรมของคนในระบบ รวมถึงมีการ Consensus (ตกลงร่วมกัน) และ Validation ตรวจสอบการทำงานให้ถูกต้องด้วย

นั่นหมายความว่า การทำธุรกรรมใดๆ ในโลก Blockchain ข้อมูลจะถูกแชร์ให้ทุกๆ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในระบบ บล๊อกเชน ทำให้สามารถมองเห็นกันได้หมด ว่าเกิดอะไรเคลื่อนไหว ในโลกบล๊อกเชนบ้าง

2. แล้วเทคโนโลยี Blockchain มันแตกต่างจากระบบธนาคารอย่างไร?

สมมุติว่าเราต้องการโอนเงิน ไปให้ คนรู้จัก ในต่างประเทศ เราจะต้องทำการโอนเงินผ่าน แบงค์(ธนาคารไทย) โดยระบบเงินก็จะถูกตรวจสอบเมื่อเข้าสู่ระบบแบงค์ ผ่านเซิฟเวอร์กลางของแบงค์ ก่อนมีการอนุมัติยินยอมจากแบงค์กลาง ไปยัง แบงค์กลางในต่างประเทศ จากนั้นจึงเข้าสู่บัญชีของ ผู้รับโอน ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้ ใช้เวลายาวนาน กว่าการโอนเงินจะสำเร็จ

และถ้าหากเซิฟเวอร์ใดเซิฟเวอร์หนึ่งถูกแฮค ระหว่างทาง เงินอาจจะหายไปอย่างไร้ร่อยรอย ไปที่ใดก็ได้ที่เราไม่ทราบ ซึ่งการตามเงินคืน จะต้องทำการติดตั้งแบงค์ที่เราไปทำธุรกรรมด้วยเท่านั้น และแบงค์จะเป็น ตัวกลางที่คอยแก้ปัญหาให้เรา  ซึ่งถ้าหากแบงค์ดังกล่าวถูกแฮคแล้วเงินเราหายไป แน่นอน คนอื่นๆ ก็จะได้รับผลกระทบ(ถูกแฮค) ด้วยเช่นกัน  เพราะข้อมูลการทำธุรกรรมต่างๆ ของทุกคน จะถูกรวมเข้าศูนย์กลางใหญ่อย่างแบงค์เท่านั้น

แต่ในระบบ บล๊อกเชน เมื่อเราทำธุรกรรม มีเพียงการไว้เนื้อเชื่อใจกับผู้รับโอนเท่านั้น ในการใช้กระเป๋า Wallet และ Memo ในการรับส่งเงิน ผ่าน บล๊อกเชน ซึ่งเมื่อเราได้ทำธุรกรรมเสร็จสิ้น ทุกคนที่อยู่ในเชน สามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมได้

และถ้าหากกระเป๋า Wallet ของใครสักคนในเชน โดนแฮคล่ะก็ ก็จะทำให้ บล๊อกเชนมีการป้องกันตัวเองขึ้นมาอัตโนมัติ ทำให้เจ้าของที่โดนแฮคเสียหายเพียงผู้เดียว ซึ่งมันจะไม่ลามปามไปยัง ผู้ใช้อื่นๆด้วยเหมือนกันแบงค์

เพราะระบบของบล๊อกเชนจะเป็นการ โคลนข้อมูลลงในอุปกรณ์ในเชนทุกๆเครื่อง ทำให้ทุกเครื่องเปรียบเสมือนเครื่องเซิฟเวอร์ ซึ่งต่างจากธนาคารที่มีเซิฟเวอร์กลางเพียงเซิฟเวอร์เดียว การแฮคเพียงเซิฟเวอร์เดียวในระบบบล๊อกเชน จึงไม่ทำให้เกิดการเสียหายต่อเชนทั้งหมดนั่นเองครับ (โดนแฮคคนเดียวก็เสียคนเดียว)

ซึ่งเมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่าความปลอดภัยของบล๊อกเชน ที่เป็น Decentralized นั้นค่อนข้างสูงกว่าระบบธนาคาร ที่เป็น centralized อย่างมาก

3. แต่ก็ไม่ใช่ว่า เทคโนโลยี บล๊อกเชน จะไม่มีช่องโหว่

เมื่อเริ่มเข้าใจ ทุกคนอาจจะคิดว่า งั้นบล๊อกเชน ก็ปลอดภัยมากๆ ไม่มีวันโดนแฮคง่ายๆ ซึ่งเป็นความคิดผิด

ช่องโหว่ของบล๊อกเชนนั้นก็มีอยู่และไม่ได้น้อยไปกว่าธนาคาร เพียงแต่ข้อที่ดีของบล๊อกเชนคือเราสามารถป้องกันช่องโหว่ดังกล่าวได้ มากกว่าธนาคาร

สมมุติเราและเพื่อน ฝากเงินเข้าไปในธนาคาร เดือนละ 5000 บาท เท่ากับว่า ธนาคาร เก็บเงิน เราและเพื่อน ให้อยู่ คนละ 5000 ทุกเดือน โดยแยกคนละบัญชี ซึ่งหากมีแฮคเกอร์ต้องการเงินดังกล่าว ก็แค่แฮคเซิฟเวอร์กลางซึ่งเป็นกระเป๋าของธนาคาร ที่รวมรวมบัญชีของทุกๆคนไว้นั่นเอง หรือ ปล้นเงินโดยการปล้นธนาคาร เพียงเท่านี้ ก็สามารถขโมยเงินไปจากเราได้อย่างง่ายดาย โดยที่เราไม่สามารถป้องกันอะไรได้เลย เพราะเราได้ยินยอมให้ธนาคาร ป้องกันเงินแทนเราแล้ว

แต่ถ้าหากเรามีกระเป๋าเก็บเงินดิจิทัล ในบล๊อกเชน กระเป๋านั้นคือกระเป๋าของเราอย่างแท้จริง ซึ่งสิ่งที่เราต้องทำ คือการป้องกันการโดนแฮคกระเป๋าเพียงเท่านั้น เพราะหากแฮคเกอร์ต้องการเงินเรา ก็มีเพียงแต่ต้องแฮคกระเป๋าเราเท่านั้น หรือถ้าต้องการเงินเพื่อน ก็ต้องไปแฮคกระเป๋าเพื่อน

ทีนี้พอเข้าใจถึงความรวมศูนย์กลาง กับไม่รวมศูนย์กลางแล้วรึยังครับ ว่ามันแตกต่างกันมากแค่ไหน

4. วิธีป้องกันช่องโหว่ของบล๊อกเชน

จริงๆจะใช้คำว่าช่องโหว่ของบล๊อกเชนเพียวๆ ก็คงไม่ถูกมากนัก ต้องเรียกว่า User Error ซะด้วยมากกว่า เพราะส่วนใหญ่แล้วแฮคเกอร์จะเล่นงานจากความไม่รู้ ของผู้ใช้งานนั่นเอง และพอโดนแฮค ผู้ใช้งานก็มักจะโทษว่าเป็นช่องโหว่ของบล๊อกเชน บล๊อกเชนไม่ปลอดภัย เป็นต้น แต่จริงๆแล้ว ไม่มีอะไรปลอดภัยที่สุดโดยไม่มีช่องโหว่หรอกครับ ซึ่งเราจะมาดูกันว่า บล๊อกเชนจะถูกแฮคได้กรณีใดบ้าง

1. ใช้งาน Wallet ผ่านตัวกลางเช่น โบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือ

โบรกเกอร์ คือ ตัวกลางที่รองรับการเทรดเหรียญสกุลต่างๆ ให้กับเรา ซึ่งภายในโบรกเกอร์จะมีกระเป๋าให้เราภายใน ซึ่งกระเป๋านั้นไม่ใช่ Decentralized ซะทีเดียว เพราะโบรกเกอร์เป็นคนรักษากระเป๋าของเราอยู่ ซึ่งถ้าหากเราฝากเหรียญไว้ในกระเป๋าดังกล่าว แล้วโบรกเกอร์ไม่น่าเชื่อถือ/โบรกเกอร์เจ๊ง ปิดบริษัทหนี/เซิฟเวอร์กลางล่ม ก็อาจจะทำให้ เงินในกระเป๋าของเราหายได้ (ไม่ต่างจากธนาคาร)

2. Hardware Wallet 

ซึ่งวิธีการที่ปลอดภัยกว่า คือการโอนเงินมาเก็บไว้ยัง Hardware wallet ของเรา ทำให้การฝากเงินของเราแทบจะเหกเหมือนกับการ เก็บไว้ในตู้เซฟ แล้วฝังไว้นั่นเอง แต่ข้อเสียคือ หากเราลืม Seed หรือ รหัส หรือหากเราตาย ทำให้เหรียญดังกล่าว ศูนย์หายไปตลอดกาล

และถ้าเราซื้อ Hardware wallet จากแบรนด์ที่ไม่น่าเชื่อถือ อาจะทำให้เงินเราหายจาก Hardware Wallet ก็เป็นได้ 

3. Seed ถูกแฮค

Seed คือตัวอักษรที่บ่งบอกรหัสในการเข้าถึง Wallet ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น  Hardware Wallet , หรือ Wallet ออนไลน์ ต่างๆ ซึ่ง Seed ดังกล่าว จะนิยมจดไว้ในกระดาษแล้วเก็บไว้เป็นความลับอย่างดี เพราะถ้าหากเราจด Seed ไว้ในคอมพิวเตอร์ หรือถ่ายรูป มีสิทธิ์ที่เราจะถูกแฮคจากคอมพิวเตอร์ แล้วนำ Seed ไปเปิด Wallet ก็เป็นได้

4. โอนเงินผิด Wallet

การโอนเงินผิด Wallet แม้แต่ตัวอักษรเดียว ก็สามารถทำให้เิงนศูนย์หายไปตลอดกาล ในโลกของคริปโต เพราะฉะนั้น หมั่นตรวจสอบให้ดีที่สุด ก่อนการโอนเงิน

จะเห็นได้ว่า ช่องโหว่ดังกล่าว ล้วนเกิดจาก User ทั้งนั้น ซึ่งเราสามารถป้องกันได้อย่างเคร่งครัดด้วยตนเอง แต่ถ้าเราเก็บเงินไว้ในธนาคาร เราอาจจะไม่สามารถป้องกันอะไรได้เลยสักอย่าง..

5. เชนแต่ละเชนไม่เหมือนกัน มูลค่าจึงต่างกัน

ปัจจุบัน บล๊อกเชน ก็มีหลายรูปแบบ ที่ถูกพัฒนาต่อจากรุ่นสู่รุ่น โดยบล๊อกเชนแรกเริ่มนั้นเป็นการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ผลงานเท่านั้น จนบล๊อกเชนของ บิทคอยน์เปิดโลกการทำธรุกรรมการเงิน จนทำให้เกิดบล๊อกเชนอื่นๆมากมาย ซึ่งแต่ละเชนก็จะมีจุดเด่นแตกต่างกัน และแต่ละเชนก็จะมีเหรียญหลักในเชนอยู่ เช่น เชน Ethereum Network ของ ETH , เชน Polygon Network ของเหรียญ Matic , เชน Binance Smart Chain ของ BNB เป็นต้น

ซึ่งไม่ได้หมายความว่า เหรียญทุกเหรียญจะมีเชนที่ใช้โอนทั่วไปได้ ซึ่งเหรียญดังกล่าวจะต้องมีบริการที่รองรับทุกเหรียญ และมีความพิเศษทำให้เกิด ความยอดนิยมที่รองรับการโอนเหรียญสกุลอื่นๆ และทำให้ มูลค่าของเหรียญหลักในเชน เพิ่มขึ้น

ซึ่งเชนที่รองรับเหรียญหลากหลายก็สามารถโอนสกุลเงินต่างๆ กันไปมาได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแต่จะมีการกำหนดสิทธิพิเศษเล็กน้อย เช่น ในเว็บเทรดชื่อดังอย่าง Binance ที่มีเหรียญ BNB และ เหรียญที่เป็น Stable Coin อย่าง BUSD ที่รันอยู่บนเชนของ BSC (Binance Smart Chain) หากเราใช้เหรียญดังกล่าวผ่านเชนดังกล่าว จะทำให้ค่าธรรมเนียมน้อยลงอย่างมาก (9-10 บาทต่อการโอนหนึ่งครั้งเท่านั้น)

แต่กลับกัน หากเราโอนเหรียญสกุลเงินอื่น โดยผ่านเชนของมันตัวเอง อาจจะเสียค่าธรรมเนียมมากกว่าผ่านเชนอื่นก็ได้

ซึ่งการทำงานแบ่งแยกแต่ละเชนนี้ ก็จะส่งผลต่อมูลค่าของเหรียญหลักของเชน (Market Cap) ซึ่งมีความสำคัญ เพราะจะทำให้นักเทรดต้องวิเคราะห์ก่อนจะลงทุนกับเหรียญใดๆ ว่าเหรียญดังกล่าว มีระบบ บล๊อกเชน เป็นอย่างไร กำลังพัฒนาถึงไหนแล้ว และอนาคตจะทำกำไรให้เราได้หรือไม่นั่นเอง

เพราะฉะนั้น เราสามารถใช้งานเชนต่างๆ แล้วแต่จุดประสงค์ของการทำงานได้เลย

สรุป!!

บทความนี้คือการเสริมความเข้าใจในการทำงานร่วมกันของคริปโต (Crypto ) และ บล๊อกเชนจ์ (Blockchain) เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจโลกบล็อกเชนแมากขึ้น และแอดก็หวังว่า ทุกคนจะได้เข้าใจและนำความรู้ไปต่อยอดในอนาคตนะครับ 

อ่านบทความก่อนหน้า >> Cryptocurrency คืออะไร? เรียนรู้ก่อนเริ่ม Trade crypto คือหนทางสู่ความสำเร็จ

อ่านบทความถัดไป >> 

สมัครเทรดคริปโตกับ Binance >> ลิงค์สมัคร

 – Non Financial Advice – 

Facebook Comments Box