Cryptocurrency คืออะไร? เรียนรู้ก่อนเริ่ม Trade crypto คือหนทางสู่ความสำเร็จ

หลังจากที่ทุกคนรู้จักกับ บิทคอยน์บ้างแล้ว ทั้งเรื่องของต้นกำเนิดและคอนเซปต่างๆ ที่ผู้สร้างต้องการจะให้มันเป็น

Cryptocurrency (คริปโตเคอเรนซี่) ที่แปลเป็นภาษาไทยจริงๆ คือ ทรัพย์สินดิจิตัล นั่นเอง ซึ่งเจ้าบิทคอยน์ก็คือสกุลเงินดิจิทัลชนิดหนึ่ง คงจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่เราจะเริ่ม trade crypto โดยที่ไม่รู้จักกับ Cryptocurrency 

วันนี้เราจึงจะมาเจาะลึกเกี่ยวกับ Cryptocurrency คืออะไร ทำงานอย่างไร ซึ่งนักเทรดจะต้องมีความรู้เหล่านี้ก่อนที่จะ Trade Crypto คือการบ่งบอกว่า เรามีความรู้มากพอหรือยัง พร้อมหรือยังนั่นเอง

สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่าน 5 เรื่องราวของบิทคอยน์ สามารถเลือกอ่านได้ที่สารบัญด้านล่าง

เลือกเรื่องที่ต้องการจะอ่านก่อนหลังได้เลย

สารบัญ EP.1

1

5 เรื่องราวของ

บิทคอยน์ (Bitcoin) 

อ่าน
2

คริปโตเคอเรนซี่ (Crypto) คืออะไร

อ่าน
3

เจาะลึก! เทคโนโลยี Blockchain คืออะไร?

อ่าน

1. เรื่องราวของ Cryptocurrency

Cryptocurrency คือนิยามศัพท์ ที่เกิดหลังจาก บิทคอยน์ โดยสิ่งที่ ผู้สร้าง (Satochi Nakamoto) ได้สร้างไว้ในตอนนั้น ก็คือระบบ A Peer – to Peer Electric Cash System ที่เรียกว่าเป็น เทคโนโลยี Blockchain แรกๆในยุคสมัยนั้น

และเจ้าบิทคอยน์เองก็เปรียบเสมือน หนูทดลองที่ถูกสร้างขึ้นให้รันอยู่ในระบบ Blockchain เป็นอย่างแรก ทำให้ บิทคอยน์ และ บล๊อกเชน เกิดขึ้นพร้อมๆกัน

ก่อนที่ปัจจุบัน จะมีสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ เกิดขึ้นถัดมา ซึ่งก็เหมือนกับ THB และ USD ที่เป็นคนละสกุลเงินนั่นเอง จึงจำเป็นต้องมีการนิยามศัพท์เรียก สกุลเงินดิจิทัลเหล่านั้น ให้สามารถเรียกรวมๆได้ ว่า Cryptocurrency (ทรัพย์สินดิจิตัล) เมื่อมีผู้ครอบครองมันไว้หลายๆ สกุลเงิน

หากบิทคอยน์ (Bitcoin) คือหนึ่งในสกุลเงินดิจิตัล Cryptocurrency ก็คือทรัพย์สินดิจิตัล หากเรามีบิทคอยน์ไว้ในครอบครอง ก็เท่ากับว่า เราได้ครอบครองทรัพย์สินดิจิตัล ชนิดหนึ่งนั่นเอง

ดังนั้น เมื่อพูดถึง Trade Crypto คือการเทรดบิทคอยน์เพียงอย่างเดียว เป็นสิ่งที่ผิด

ให้เข้าใจใหม่ว่าการ Trade Crypto คือการ Trade Bitcoin (BTC) กับผองเพื่อนคริปโตสกุลอื่นๆ หรือเทรด คริปโต เป็น เงิน Fiat (THB , USD)

ไม่ว่าจะเป็น Ethereum , Cardano ล้วนก็เป็น Crypto เพียงแต่ Bitcoin (BTC) คือ Crypto ชนิดแรก ของวงการ Cryptocurrency  ดังนั้นสกุลเงินที่มีความเก่าแก่ จึงมีความน่าเชื่อถือมากที่สุดต่อการลงทุนครับ

2. เทคโนโลยีโลกอนาคต Blockchain

อย่างที่กล่าวไปในบทความที่แล้ว เกี่ยวกับต้นกำเนิดของ บิทคอยน์ หากคุณอยู่ในยุคนี้คงยังมองไม่เห็นอะไร แต่ถ้าหากคุณอยู่ในยุคนั้นล่ะก็ ฟิลลิ่งมันก็จะประมาณนี้ >> อ่านเลย

ซึ่งในยุคสมัยนั้น (2008) คือเทคโนโลยีแห่งอนาคตเลยทีเดียว ลองดูการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันสิครับ เช่น การที่เราโอนเงินปุ๊บปั๊บเพื่อสั่งอาหารทานมื้อเที่ยง ไม่ต้องพกเงินสดสักบาทเดียว เมื่อ 13 ปีที่แล้วเรามีไลฟ์สไตล์แบบนี้หรือไม่?

ดังนั้น Blockchain คือเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้ ที่ถือว่าเป็นอนาคตของ อดีตเมื่อวันวานนั่นเอง 

เพียงแต่ Blockchain คือเทคโนโลยีการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ Distributed Ledger Technology (DLT) ซึ่งการทำงานดังกล่าว จะไม่ต้องผ่านธนาคาร ไมต้องมีการตรวจสอบหรือยืนยันความถูกต้อง ว่าใครเป็นคนทำการโอน จากไหนไปไหน  จากรัฐบาลใดๆ ก็ตามแต่ และสามารถกระจายการควบคุมไปยังทั่วโลก เหมือนที่ บิทคอยน์เป็นนั่นเอง

ซึ่งกว่า Blockchain จะได้รับการยอมรับมากขึ้น ก็นานโขถึง 10 ปีเลยทีเดียว จนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับจริงๆมากนัก เพียงแต่ก็มีการเริ่ม ยอมรับจากสถาบันต่างๆ มากกว่าในอดีตมาก เช่น ประเทศ เอล ซาวาดอร์ มีการผลักดันเรื่องการใช้ Blockchain ในการจ่ายเงินซื้อของ อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นการผลักดันให้เปลี่ยนไฟล์ไสตล์การใช้ชีวิต เพื่อเข้าสู่ยุคใหม่แห่งการเงิน

3. เหรียญ crypto อื่นๆ ในระบบ blockchain

นอกจาก บิทคอยน์แล้ว ยังมีเหรียญอื่นๆ ใน chain ที่เริ่มสร้างหลังจากบิทคอยน์ และเติบโตพร้อมกับบิทคอยน์ แต่ถ้าเทียบกับ บิทคอยน์แล้ว ก็ยังคงโต(มีมูลค่า) ห่างชั้นกันมากมาย โดยนักเทรดมักจะเทียบจากมูลค่าของ Marketcap นั่นเอง

โดยข้อดีของเหรียญใหม่ๆคือ เราสามารถเป็นเจ้าของได้โดยไม่ต้องลงทุนมากเหมือนบิทคอยน์ เช่น มูลค่าบิทคอยน์สมมุติว่า 1 BTC = 2 ล้านบาท แต่เหรียญอื่นๆ อย่าง Ethereum (ETH) มีมูลค่าถูกกว่า บิทคอยน์ เช่น 1 ETH = 1 แสนบาท ทำให้เราครอบครองเหรียญเหล่านี้ได้อย่างง่ายดายมากขึ้น

รวมถึงบางเหรียญที่เพิ่งเปิดตัวมาได้ไม่นานเท่านั้น ก็สามารถทำให้เราครอบครองเหรียญได้มากมายมหาศาลจากเงินไม่กี่ร้อยบาท เช่น เหรียญ Shiba Inu หมาน้อยที่มีราคา 1 เหรียญ ยังไม่ถึงหนึ่งสลึง ทำให้ครอบครองได้เป็นพันๆแสนๆล้านๆเหรียญ เมื่อราคาขึ้น ก็สามารถนำไปทำกำไรได้ เป็นต้น 

โดย Marketcap นั้นจะบอกว่ามูลค่าของเหรียญนั้นเติบโตมากน้อยเพียงใด และยอดนิยมมากขนาดไหน หากเราเลือกที่จะลงทุนในเหรียญที่มี MarketCap สูงๆ ก็จะมีความน่าเชื่อถือต่อเงินที่เราลงทุนไปมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งวิธีดังกล่าว ใช้ระวังการโดน Rug-Pull (หลอกลวง) จากเหรียญที่ไร้ความน่าเชื่อถือได้ด้วย

และเหรียญใหม่ๆ นั้นสามารถไปใช้งานแบบที่ไม่ใช่การเก็งกำไรได้จริง เนื่องจากถูกพัฒนาให้ทันสมัยมากขึ้น สามารถถ่ายโอนได้ไว ค่าธรรมเนียมถูก ถึงจะมีราคาไม่สูง แต่ก็ใช้งานได้จริงๆนั่นเอง เช่น IOST , XLM , XRP 

4. บิทคอยน์เป็น crypto ที่มีจำนวนจำกัด!

ผู้สร้างได้สร้างบิทคอยน์ให้มีเพียง 21ล้านเหรียญเท่านั้น และมีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า การขุด (Mining) เพื่อให้ได้มาซึ่งบิทคอยน์เป็นรางวัล จะยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ บิทคอยน์ถูกขุดจนใกล้ครบ 21 ล้านเหรียญ! 

และยังมีการ having อีก การ having คือ การสร้างบล๊อกในระบบ Blockchain ของ บิทคอยน์ ครบ 210,000 บล๊อก ซึ่งจะสร้างครบ ทุกๆ 4 ปี ซึ่งผู้สร้าง ได้กำหนดเงื่อนไขว่า เมื่อครบการ having จะลดรางวัลจากการขุดเหลือเพียงครึ่งเดียว เช่น หากคุณขุด BTC เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ได้ 10 เหรียญ วันนี้ คุณจะขุดได้เหลือ 5 เหรียญนั่นเอง

จึงทำให้ บิทคอยน์ จึงเปรียบเสมือน ทองคำในโลกคริปโต เพราะ ด้วยความที่ Crypto เป็นอะไรที่ควบคุมไม่ได้เลย และบิทคอยน์สกุลเงินที่เก่าแก่ที่สุด ที่หลายคนได้สะสมมาตั้งแต่ยุคแรกๆนั้น ก็มีประมาณลดลงและหายากมากขึ้นทุกปี หลักๆ มาจากการทีบิทคอยน์ที่ถูกเก็บไว้กับคนคนเดียว เป็นจำนวนมากๆ แล้วคนเหล่านั้น เกิดเจ็บป่วยล้มตาย รวมถึงการ ลืม ทิ้ง ทำหายด้วย จึงทำให้ ฮาร์ดแวร์ วอยเล็ท (Hardware) ที่เปรียบเสมือน กระปุกออมสินของโลกคริปโต ที่ใช้ในการเก็บ บิทคอยน์ สูญหาย และ บิทคอยน์เหล่านั้น จึงสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย

นั่นหมายความว่า หากผู้คนแห่กันมาขุดบิทคอยน์ ก็จะทำให้บิทคอยน์ลดลงเรื่อยๆ และผู้ที่ถือครองบิทคอยน์มากที่สุด ตามหลักดีมานซ์ ซัพพลาย เมื่อนำไปเทรดแล้ว ก็จะมีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้ที่ ร่ำรวยที่สุดนั่นเอง! 

5. crypto จะมีหรือไร้ค่าในอนาคต?

แน่นอนว่า การจับจ่ายใช้สอยด้วย Crypto นั้นเป็นสิ่งที่ยังคงมองไม่เห็นมากนักในปัจจุบัน ยิ่งในประเทศไทยเอง คนที่รู้จัก คริปโต ไม่ได้รู้จักมาจากการ ใช้สอยอย่างแท้จริง หากแต่เพียงการเริ่มเทรดตามกระแส หรือ ลองตามเพื่อน Youtuber บอกกล่าว ว่าร่ำรวยแบบนู้นแบบนี้ ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย เพราะนอกจากจะทำให้คุณไม่ใช่นักเทรดแล้ว จะทำให้คุณกลายเป็น นักพนัน ไปโดยไม่รู้ตัว

คุณควรจะมองให้เห็นถึงมูลค่าแท้จริงของมัน เช่น มองจากเหตุการกระทบกระเทือนเงิน Fiat Money อย่าง Dollar (USD) กับวิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลกจากผลกระทบโควิท Covid-19 เป็นต้น ทำให้หลากหลายองค์กร เล็งเห็นถึงผลกระทบต่อค่าเงินต่างๆ ทั่วโลก

เช่น หากคุณไปสหรัฐอเมริกา แลกเงิน THB เป็น เงิน USD ปีที่แล้ว คุณอาจจะแลกได้เยอะ แต่ทำไมมาปีนี้ คุณแลกได้น้อยลง เป็นผลเพราะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่นั่นเอง แต่กลับกัน ถ้าคุณสะสม BTC ไว้ในหนึ่งปีที่แล้ว มาวันนี้ คุณก็จะยังสามารถแลก BTC เป็น USD ได้โดยที่มูลค่าไม่ตก และยังเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก เพราะ BTC มีแต่จะลดลง แต่เงิน Fiat สามารถพิมพ์ออกมาได้เรื่อยๆ หากเป็นประเทศมหาอำนาจ ส่งผลให้เงินนั้นเฟ้อขึ้นทุกปี 

แต่ทั้งหมดทั้งมวล นั่นไม่ใช่การ ใช้งาน แต่เป็นการ มีเพื่อเก็งกำไร ในอนาคต ซึ่งทำให้ราคาของ BTC นั้นแกว่งสวิงไปมาเหมือนเป็นรถไฟเหาะ ซึ่งเป็นการ “ที่จะบอกได้ยาก” ว่าคริปโต คือเทคโนโลยีในอนาคตจริงหรือไม่

ปัจจุบันจึงมาการผลักดันอย่างจริงจัง จากสถาบันทั่วโลก และหลากหลายประเทศอย่างช้าๆ ซึ่งเราก็อาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เพราะมูลค่า 1 BTC ก็จะยังคงเท่ากับ 1 BTC ตลอดไป

สรุป!!

บทความนี้คือการเสริมความเข้าใจระหว่าง บิทคอยน์ (Bitcoin) คริปโต (Crypto )และ บล๊อกเชนจ์ (Blockchain) ว่าทั้งหมดทั้งมวล มีหลักการที่ข้องเกี่ยวกันอย่างไร แอดก็หวังว่า ทุกคนจะได้เข้าใจและนำความรู้ไปต่อยอดในอนาคตนะครับ 

อ่านบทความก่อนหน้า >> 5 เรื่องราวของบิทคอยน์

อ่านบทความถัดไป >> เจาะลึก! เทคโนโลยี Blockchain คืออะไร?  เราจะใช้มันทำงานได้อย่างไรบ้าง!

สมัครเทรดคริปโตกับ Binance >> ลิงค์สมัคร

 – Non Financial Advice – 

Facebook Comments Box